18 May 2006

Summer...It*S Gone

Sun...It's gone

เพราะตึกที่ใช้เวลาอยู่ช่วงกลางวันออกแบบมาให้เฉยชากับกับสิ่งแวดล้อมภายนอก เมื่อวานตอนเย็นกว่าจะรู้ตัวว่าฝนตกไปหนักขนาดไหนแล้ว ก็ต้องรอให้ลงมาถึงชั้นล่างเสียก่อน ท่าทางฝนคงจะตกลงมานานพอควร ดูได้จากน้ำที่เจิ่งนองตามพื้น ตึกที่ดูเหมือนว่ามีการออกแบบก่อสร้างมาอย่างดี ก็มักจะแสดงคุณภาพที่แท้จริงกันตอนนี้ ลมพัดพาอากาศเย็นฉ่ำชุ่มชื้นมากระแทกกายซ้ำอีกทีสองที เป็นสัญญาณสำหรับผมว่าฤดูฝนเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว

ฝนที่ตกยาวนานในกรุงเทพเหมือนเป็นสัญญาณสำคัญ ให้รถแท๊กซี่ที่เคยเกลื่อนกลาดพากันหลบซ่อนตัวอย่างมิดชิด ผมเลยตัดสินใจพาตัวไหลเป็นตามเส้นทางขนส่งหลักต่างๆแทน ผู้คนยืนหลบฝนตามที่ต่างๆด้วยอารมณ์ข้างในที่ร้อนรุ่ม ขัดกับอากาศภายนอกโดยสิ้นเชิง

หลังจากผ่านเส้นทางเฉอะแฉะไปได้ด้วยวิธีการหลายหลาก ตัวช่วยทั้งหลายก็หมดลงตอนใกล้จะไปถึงที่หมาย เลยได้แต่กางร่มคันเล็กๆเดินฝ่าสายฝนเข้าไปแบบสิ้นคิด ถึงร่มคันนึงจะช่วยกันฝนอะไรไม่ได้มากมาตั้งแต่มันถูกคิดค้น แต่ก็ยังพอจะคุ้มหัวให้ผมพอจะฟังเพลงให้ใจครึกครื้นได้บ้าง เดินไปได้พักหนึ่งก็ลองมองไปรอบตัวแต่ก็ไม่พบเจอผู้ใด คงมีแต่คนสิ้นคิดเท่านั้นที่มาเดินลุยกลางฝนแบบนี้ แต่ถึงตรงนี้แล้วก็ดูจะไม่เหลือทางเลือกอะไรอีกต่อไป ก็ได้แต่จำทนเดินฝ่าสายฝนต่อไปแบบเดียวดาย

อวัยวะหลักหนึ่งเดียวที่เหลือว่างอยู่ของตัวผมตอนนี้ก็มีแต่ปากเท่านั้น เพื่อเป็นการปลอบใจอวัยวะส่วนอื่นที่กำลังทำงานอย่างหนัก ผมเลยแหกปากร้องเพลงแบบไม่เกรงใจผู้คน ด้วยเข้าใจว่าฝนที่ตกหนักอยู่ตอนนี้คงกลบเสียงน่าอายของตัวผมได้เป็นอย่างดี

ถึงที่หมายแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าถ้าฝนไม่ได้ทำท่าจะเบาลงแล้ว ผมจะยืนร้องให้มันจบเพลงก่อนรึเปล่า

ผมจัดการรีดน้ำออกจากตัวและสิ่งของรอบกาย ของบางอย่างในกระเป๋าผมได้รับผลกระทบไปเล็กน้อย ผมคิดหาทางกู้กลับมาอยู่หลายวิธี มารู้เอาทีหลังว่ามันไม่ได้มีความสำคัญอะไรอีกต่อไปแล้ว

ไม่แน่ใจว่าผมได้ไปโชว์ลีลานักร้องต่อในฝันรึเปล่า รู้แต่ว่าคืนนั้นผมหลับไปแบบไม่ทันรู้ตัว

.

ตื่นเช้ามาเจอเรื่องน่าผิดหวังครั้งใหญ่แบบไม่ทันตั้งตัว ผมลองลงไปนอนเกลือกกลิ้งใหม่อีกรอบแต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไร ผมลองค้นหาตัวช่วยที่อาจจะทำให้ดีขึ้นได้แต่ก็ต้องถูกปฏิเสธซ้ำเติม ชิ้นส่วนบางส่วนในตัวผมคงจะหลุดออกมาแบบง่ายๆถ้าใครมาแตะตัวผมตอนนั้น

ผมลองมองออกไปดูท้องฟ้า ฝนทำท่าจะตกลงมาอีกแล้ว

.

รถบนถนนตอนนี้ค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างช้าๆเพราะฝนตกหนัก จนแอบคิดว่านี่คงไม่หนีไปจากฝนที่โนอาห์เจอสักเท่าไร ที่ปัดน้ำฝนหน้ารถกำลังทำหน้าที่อย่างขันแข็ง แต่ก็ไม่ช่วยให้มองเห็นทางข้างหน้ามากเท่าไร ผมนึกถึงฉากในหนังเรื่อง Psycho ที่ตัวละครในเรื่องขับรถฝ่าสายฝนพร้อมกับเงินก้อนโตที่แอบยักยอกมา โดยมีปลายทางเป็นความฝันครั้งใหญ่ ผมลองสำรวจในกระเป๋าเงินดูบ้าง มีเหลือแค่พออยู่รอดไปวันๆเท่านั้น ปลายทางล่ะ ผมพยายามลองตั้งสติเพ่งดูอีกที ก็พบแต่สายน้ำที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ฤดูร้อนจากไปแล้ว ผมเริ่มถอดใจไม่รู้ว่าสุดท้ายจะพาตัวเองไปได้ไกลถึงไหน

.

ตอนนี้ผมรู้แค่ว่านี่เป็นฤดูฝนที่ผมเกลียดที่สุดตั้งแต่เคยมีมา


Just Like the Fambly Cat

14 May 2006

Logic Will Break Your Heart

Hero Reina

เหมือนเห็นภาพย้อนกลับจากปีที่แล้วอีกครั้ง

เปิดฉากอย่างย่ำแย่ จนทำให้ความตั้งใจที่จะปิดฉากเกมสุดท้ายที่สนามมิลเลนเนียมแบบเท่ๆเริ่มริบหรี่ แต่ความเหลือเชื่อมากมายของเกมลูกหนังยังคงดำเนินต่อไป ขอแค่ยังไม่ละทิ้งความหวัง ด้วยโอกาสที่ยังมี เรื่องราวทุกอย่างยังคงเป็นไปได้

พยายามจะบังคับตัวเองให้เอาความคิดแบบนี้มาใช้บ้าง แต่ความคิดขัดขืนในใจยังคงทำงานอย่างขันแข็ง

เกมฟุตบอลถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของเวลาที่แน่นอน
ถ้าเชื่อตาม Death Note เรื่องราวที่ดำเนินไปเรื่อยๆของตัวเราก็มีเวลาจำกัดเหมือนกัน

ต่างกันตรงที่เรายังไม่ได้รู้จุดจบเวลาของตัวเรา

ถ้ามองในแง่ดีเราน่าจะมีเวลาเหลือเฟือในการแก้ไขเรื่องราวต่างๆ อุปสรรคหนักหนาที่คอยขัดขวางก็มีแต่เพียงตัวเราเท่าันั้น

ถ้ามองไปตามตรรกะ จะกำจัดอุปสรรคได้ก็ต้องกำจัดตัวเราออกไป แต่ถ้าตัวเราไม่ใช่ตัวเราแล้วเราจะกลายเป็นใครไปแทน

นึกหวงแหนตัวตนของตนเองขึ้นมาอย่างกระทันหัน

ดังนั้นเพื่อให้ตัวเรายังเป็นตัวเรา อุปสรรคจะยังคงถูกเก็บไว้ จนกว่าจะมีหนทางที่ดีกว่าเข้ามาให้เลือก

หนทางแสนสบายยังคงเดินต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าช่วงเวลาที่คิดว่าเหลือเฟือนั้นจะหมดลงไปเมื่อไหร่

30 April 2006

Stadium Arcadium

หลัง​จาก​มิวสิควิดี​โอแสนเรียบง่ายแต่​เพลง​เพราะ​ You're All I Have ​ของ​ Snow Patrol ​ซิงเกิ้ลแรก​จาก​อัลบั้ม​ใหม่​ Eyes Open ​จบลง​ ​ภาพของเพลงต่อไปก็ขึ้นมาดู​เป็น​แนวย้อนยุค​ ​ใน​ใจผมคิดว่าคง​เข้า​ฟอร์มช่อง​ VH1 ​ที่ชอบเปิดเพลงกระชากยุคสมัย​

​ตั้งใจ​จะ​เดินไปปิดทีวี​ให้​เรียบร้อย​ ​เหลือบไปเห็นหน้านักร้องนำ​และ​สมาชิกวงที่ดูคุ้นตา​ ​ตกใจ​เล็ก​น้อยว่า​ไปรู้จักวงโบราณแบบนี้ตั้งแต่​เมื่อไหร่​ ​พอไฟฟ้าผ่านสมองขึ้นมากอีกหน่อยก็คิด​ได้​ว่า​ ​ที่​แท้​เป็น​ Red Hot Chili Pepper ​นี่​เอง​ ​กับ​ซิงเกิ้ลแรก​ Dani California

​มิวสิควิดี​โอ​ Dani California ​จับสมาชิก​ใน​วงมา​แต่งตัว​เป็น​วงดนตรีตามยุคต่างๆ​ ​และ​แต่ละคน​ใน​วงก็สวมบทบาท​กัน​ได้​อย่าง​ถึง​ใจ​

Elvis Presley, The Beatles, The Cure, Sex Pistols, Nirvana ​และ​วง​อื่นๆ​ที่นึก​ไม่​ออก​ ​แต่ที่ขาด​ไม่​ได้​คือ​ ​ลีลาสุดเหวี่ยงของพวกเค้านั่นเอง​

​เพราะ​มีวงรุ่นเก่า​ไม่​กี่วงที่ทำ​ได้​เหมือน​ R.E.M. ​พวกเค้า​จึง​เป็น​วงที่มีีการสลับปรับเปลี่ยนสมาชิก​ ​ให้​วุ่นวาย​อยู่​ตลอด​ ​อัลบั้ม​ Stadium Aracadium ​ที่กำ​ลัง​จะ​ออกเดือนหน้า​ ​จะ​เป็น​งานสตูดิ​โอชุดที่​เก้า​ ​และ​เป็น​ครั้งแรกที่​ใช้​สมาชิกหน้า​เดิมออกงานติดต่อ​กัน​ได้​ถึง​สามชุด​ ​นับ​เป็น​การสร้างสถิติที่​แปลก​ใหม่​ได้​ดีที​เดียว​

Flea ​มือเบสของวง​ให้​สัมภาษณ์​กับ​ Rolling Stone ​ถึง​งานชุดนี้ว่า​ "the best thing we've ever done"


สุดท้ายจะออกมาเป็นยังไงไม่รู้ ​แน่นอนกว่า​นั้น​คือ​ ​ผมตัดสินใจ​ให้​ชุดนี้​เป็น​ชุดที่หน้าปกสวยน้อยที่สุดของ​ Red Hot Chili Peppers ​ตั้งแต่​เคยมีมา​

Stadium Arcadium CD cover

​แต่​ต้อง​ประหลาดใจยิ่งกว่า​เมื่อ​ได้​เห็นหน้าปกซิงเกิ้ล​ Dani California

Dani California CD cover


​ปล​. ​เห็นหน้านักร้องนำ​ Anthony Kiedis ​แล้ว​นึก​ถึง​หนังสือ​ Scar Tissue ​ที่​เคยนึกอยากอ่าน​ ​แต่​แค่หนังสือที่กอง​อยู่​รอบตัวตอนนี้ก็คงเพียงพอไป​ได้​อีกนาน​

28 April 2006

The End Is The Beginning Is The End



ตอนเช้า ปัดฝุ่นวิทยุกดมั่วๆไปหยุดอยู่ที่เพลง Writing To Reach You นึกประหลาดใจปนยินดี แต่โดนหักหลังอย่างฉับพลันโดยเพลง oasis ที่แทรกเข้ามา จริงๆแล้วรู้สึกจะเป็นเมดเล่ย์อะไรซักอย่าง นึกหงุดหงิดใจเลยหยิบไอพ็อดขึ้นมากะจะฟังต่อจากที่อารมณ์ค้างไว้ เพิ่งรู้สึกตัวว่าเราไม่ได้ใส่ Travis ไว้หรือนี่

ระหว่างทางที่ค่อยเดินคืบไปอย่างช้าๆ ผมนึกถึง Gilmore Girls เมื่อคืน
ลุกกับลอเรไลยังดูพอมีหวัง
มาร์ตี้สารภาพกับรอรี่แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้ว ก่อนจะต้องจากไปอย่างเดียวดาย ปล่อยให้รอรี่ตกร่องปล่องชิ้นกับโลแกนโดยสมบูรณ์

กลางวันผมกินข้าวแบบจืดชืดท่ามกลางผู้คนขวักไขว่จอกแจกจอแจ จนเสียงเพลงหายจากหัวผมไปในช่วงนี้



ตกเย็นผมมีเหตุให้เดินทางไกลแบบไม่จำเป็น เริ่มเพลิดเพลิน Elefant ก็ตอนที่ฟังวนมาถึงชุด Sunlight Makes Me Paranoid ผมคงต้องให้โอกาสชุดใหม่ The Black Magic Show อีกซักพัก หวังว่าจะกลับมาได้อย่างสวยงามเหมือน Love Travels At Illegal Speeds ของ Graham Coxon ที่ถูกเพิกเฉยในตอนแรกแต่ก็กลับมาชอบในตอนหลัง

ตกดึกผมนั่งนึกถึง 2 ปีที่ผ่านมา มีผู้คนเดินเข้ามาและจากไปรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ
บางครั้งเหมือนจะช้าแต่ก็เป็น 2 ปีที่เร็วพอดู

ผมดื่มฉลองแบบเงียบๆ

เวลาเดินมาชนขอบเขตที่ผมเคยวาดไว้แล้ว ถึงเวลาที่ผมจะต้องเริ่มต้นวาดใหม่อีกครั้ง



เลยเที่ยงคืนไปไกลแล้ว ผมเปิด Keren Ann มากล่อมหลับ ฟังเสียงหวานๆแบบนี้แล้วหวังว่าจะได้นอนหลับฝันดี หลังจากหลับแบบไร้ฝันมานาน

ผมค่อยๆขดตัวนอนแบบมีความหวัง

26 April 2006

And I'm Exactly The Same Way

A Scene in Manhattan


บังคับตัวเองนั่งดูหนังของ Woody Allen สองเรื่อง

ไม่ใช่ว่าไม่อยากดู แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงชอบผลักดันเรื่องราวที่อยากจะทำ ออกไปไกล จนเรื่องเหล่านั้นหลุดขอบออกไปไกล ชวนให้สงสัยในตัวเองทีหลัง ว่าแล้วอย่างนี้จะยังถือว่าเป็นเรื่องที่อยากทำได้อีกหรือไม่

ผมดู Annie Hall ก่อนจะต่อด้วย Manhattan

ใน Annie Hall วูดดี้ อัลเลนเล่นเป็น Alvy Singer ปัญญาชนวัยกลางคนขี้หงุดหงิด
ใน Manhattan วูดดี้ อัลเลนเล่นเป็น Isaac Davis กับบทบาทที่ไม่ต่างกันมากนัก แต่ดูมั่นใจน้อยกว่า ดูน่ารักกว่าเล็กน้อย

ที่เหมือนกันคือล้มเหลวในการรักษาความสัมพันธ์ทั้งคู่

จริงๆแล้วต่อให้เป็นคนแบบไหน บุคลิกสมบูรณ์แบบยังไง การรักษาความสัมพันธ์กันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย โดยเฉพาะเวลาที่คนใดคนหนึ่งเริ่มหยุดนิ่งแต่อีกคนปราถนาจะไปต่อ และจะแย่กว่านั้นหากเลือกไปในทางตรงข้าม


Annie Hall ดำเนินเรื่องด้วยคำพูดบาดใจตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบเรื่อง แต่ Manhattan ดำเนินเรื่องด้วยอารมณ์ที่พาพัดผ่าน

ที่เหมือนกันคือหนักไปทางเศร้าด้วยกันทั้งคู่


แม้ Annie Hall จะคมคายบาดลึก แต่ผมชอบฉากที่ Isaac วิ่งไปหา Tracy ตอนท้ายเรื่องใน Manhattan มากกว่า

และ Manhattan ก็โรแมนติกกว่าจริงๆ

19 April 2006

Let It Die

Fiest, Let It Die CD Cover

เห็นที่สยามพารากอนมีขายด้วย หยิบขึ้นมาลูบๆคลำๆแล้วนึกถึงเพลงหวานชวนฝัน

ที่ฟังแล้วหุบยิ้มไม่ลงอย่าง Mushaboom, Inside and Out, Secret Heart
ที่ให้อารมณ์เย็นๆอย่าง One Evening
ที่เซ็กซี่นิดๆอย่าง Leisure Suite
ที่ฟังแล้วอยากเดินวนบูชายัญอย่าง When I Was A Young Girl
ที่ฟังแล้วต้องนั่งเกาะหน้าต่างดูหิมะตกในบ้านไม้อย่าง Now At Last

หรือฟังแล้วโศกเศร้าเหลือแสนจนอยากจะพาวิญญาณออกจากร่างหยาบ อย่าง Let It Die

พลิกมาดูราคาด้านหลังเห็นราคา 2,400 บาท พยายามขุดความจำจากก้นบึ้งตอนนั้น พบว่าในยามเงินบาทแข็งค่า ผู้ส่งออกเดือดร้อนแบบนี้ ใน amazon ไม่น่าจะเกิน 1,200 บาท

วางเก็บที่ชั้นอย่างทะนุถนอมตามเดิม

"It was hard to tell just how I felt
To not recognize myself
I started to fade away"



อัลบั้ม Let It Die มีเพลงออริจินอลอยู่ห้าเพลงและคัฟเวอร์ของคนอื่นมาหกเพลงรวมทั้ง Inside and Out ของ Bee Gees ด้วย

กำลังรออัลบั้มถัดไป Open Season ที่จะนำเพลงจากชุด Let It Die มารีมิกซ์ใหม่นำโดย The Postal Service

เว็บ Fiest เป็นเว็บที่มีระบบ navigation งงมาก

10 April 2006

ΠΛΑΝΗΤΕΣ



แม้ตอนเป็นเด็ก ผมจะเป็นเด็กเพ้อเจ้อเงียบ นึกอยากเป็นนั่นเป็นนี่อยู่มากมาย ตั้งแต่ครองโลกแบบดร.มาชิริโตะ ไปจนถึงเด็กขัดรองเท้าตามสถานี แต่ก็ไม่เคยนึกฝันอยากจะเป็นคนเก็บขยะ แต่ถ้าการเป็นคนเก็บขยะจะเป็นหนทางเดียวของการได้ออกสู่อวกาศ ผมก็ไม่นึกลังเลยที่จะทำ

ให้ตายสิ ถึงบางทีเวลาผมมองไปยังฮาจิมากิ ผมจะเห็นบางอย่างในตัวผมอยู่ในนั้น แต่ผมก็ไม่คิดว่าจะฝ่าไปถึงขั้นนั้นได้

Planets เป็นการ์ตูนอวกาศที่ดูจริงจัง หากแต่อารมณ์ที่ได้รับต่างจาก Passport Blue โดยสิ้นเชิง เทคโนโลยีที่นำไปสู่อวกาศเป็นเพียงเปลือกนอก ความรักของมนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้นำพาเรื่องราว แม้ผมจะปรามาสการ์ตูนขนาดสั้นไว้มากมาย แต่สี่เล่มของ Planetes กลับอุดมสมบูรณ์แม้ในหนึ่งตอน

ยิ่งโตขึ้นๆการอ่านอะไรวนซ้ำรอบที่สองกลายเป็นเรื่องต้องห้าม กับโลกที่เคลื่อนผ่านหมุนวนสุดรวดเร็ว ทุกการกระทำกลายเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด การกระทำที่ไม่สามารถพาตัวเองไปข้างหน้ากลายเป็นเรื่องไม่อาจยอมรับได้

แต่ผมก็เลือกอ่านแต่ละตอนวนซ้ำไปมาอย่างไม่รู้เบื่อ ทุกครั้งที่อ่านถึงบารอนมนุษย์จากดาวเรติเคิลผู้ถูกลงโทษ ผมนึกคุ้นเคยเหมือนได้พบเจอพวกพ้อง ไม่รู้จะมีซักกี่คนที่ถูกลงโทษอยู่ตอนนี้

การสื่อสารผ่านทางจิตที่โดนริดรอน ทำให้เรื่องราวมากมายซับซ้อนเกินความจริง การใช้ถ้อยคำที่ฟุ่มเฟือยเป็นเรื่องหฤหรรษ์กึ่งจำเป็นของมนุษย์โลกในปัจจุบัน ผมคงต้องเรียนรู้ตรงนั้นอีกหลายส่วน เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ถึงจะได้รับการยกโทษ ให้สามารถเคลื่อนสารผ่านจิตอีกครั้ง


บางทีผมอาจจะไม่ต้องดิ้นรนไปสู่อวกาศอีกแล้ว เพราะผมก็เชืิ่ออย่างที่ฮาจิมากิเชื่อว่าอวกาศนั้นอยู่รอบๆตัวเรา และเราก็เป็นส่วนหนึ่งของอวกาศ หากเชื่อเช่นนั้นผมคงไม่ต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนพยายาม เอาแค่เวียนว่ายหมุนวนอยู่ในจิตใจ ก็คงพบความมืดมิดไร้ทางออกไม่แพ้กัน

แต่น่าแปลกว่าแม้จะรู้คำตอบอยู่ในที แต่ผมก็ยังคงมุ่งหวังที่จะได้ค้นหาคำตอบของตัวเองอยู่ดี ผมคงติดนิสัยยุ่งยากของมนุษย์ จนยากจะสลัดหลุดซะแล้ว

22 March 2006

In Colour in review




หลังจากตกหลุมรักกันมาจาก Teen Love วงแปดคนจากสวีเดนกับเสียงร้องเท่ๆกวนๆก็กลับมาอีกครั้ง กลับมาคราวนี้มิได้หม่นๆ ง่วงๆ หากแต่สดใสสุขสันต์ต่างจากเดิม
เริ่มต้นครึ่งแรกแบบคึกคักๆกับเนื้อเพลงแอบเศร้าหน่อยๆแต่ยังพอมีหวัง ก่อนมาจมดิ่งไร้แววไปกับ Your Call แล้วค่อยๆไต่กลับขึ้นมาในท้ายที่สุด

ฟังดูราวกับเล่นรถไฟเหาะตีลังกาหากแต่เป็นการหมุนวนไร้ที่สิ้นสุด เพราะเรื่องราวของความรักไม่เคยมีสักครั้งที่จะปิดฉากโดยสมบูรณ์

ถ้าใครไม่ค่อยชอบชุด The Concretes แนะนำว่าควรหยิบชุดนี้มาฟัง
ถ้าใครไม่เคยฟัง แนะนำว่าควรหยิบชุดนี้มาฟัง

จะได้ช่วยกันปีนๆป่ายๆ ความสมหวังและความผิดหวังของความรักหลากสีที่มีอยู่หลากหลายบนโลกใบนี้
ี้

23 February 2006

Lonely Planet

วันนี้เป็นอีกวันที่ออกเดินทางไปเป็นทาสเงินจ้างตามปกติ หลังจากออกจากขบวนรถที่อัดแน่นไปด้วยผู้คน ผมพาตัวเองลอดผ่านช่องกั้นเดินตรงไปยังทางออก ผมรู้สึกถึงความนิ่งเงียบผิดสังเกต โลกดูจะหมุนช้าผิดปกติ ความเคลื่อนไหวรอบข้างดูไม่เป็นธรรมชาตินักสำหรับเมืองใหญ่แบบนี้ ผมเริ่มหันมองดูรอบๆ คนจำนวนหนึ่งหยุดยืนนิ่งไม่ไหวติง สงสัยว่าคงจะมุงอะไรกันสักอย่าง

ผมยังคงไม่สนใจเดินเร่งรีบดั่งคนเมืองต่อไป ขณะกำลังก้าวลงบันไดไปยังด้านล่าง ภาพน่าตกใจก็เิกิดขึ้นผ่านตา รถราบนถนนต่างสูญหายไร้วี่แวว ผมมองกลับขึ้นไปข้างบนหรือนี่จะเป็นเหตุผลของการมุงจากกลุ่มคน ไม่น่า การมุงกันโดยมากมักเกิดการโจษจันเป็นเสียงสัญญาณ แต่กับกลุ่มนี้ทุกคนดูยืนกันอย่างสงบนิ่ง ผมพยายามมองหาการเคลื่อนไหวโดยรอบแต่ก็ไม่พบสิ่งใด

ความคิดชั่ววูบพลันเกิดขึ้นมา นี่ผมกลายเป็นคนเดียวบนโลกที่ยังเคลื่อนไหวได้หรือนี่ :)

แล้วจะทำอะไรดีล่ะ

เดินเข้าร้านอาหารสุดหรูกะว่าคราวนี้คงได้กินตามใจอยาก แน่นอนว่าไร้วี่แววผู้ต้อนรับ ลองเดินดุ่มๆเข้าครัวหวังว่าจะมีจานอาหารวางเรียงราย แต่เวลานั้นยังเช้าเกินไป มีวัตถุดิบชั้นดีมากมายวางรอการปรุงแต่ง แต่ไร้คนครัวมาช่วยปรุง ครั้นจะลงมือทำเองฝีมือการทำอาหารของผมกลับเข้าใกล้ศูนย์ แม้บนโลกที่เวลาไม่มีความหมายแล้ว มันยังตามมากลั่นแกล้งอีก

ลองเดินเข้าร้านหนังสือด้วยความลิงโลด ข้ออ้างเรื่องไม่มีเวลาอ่านก็จะไม่มีอีกต่อไป เหลือแค่หาุมุมเหมาะๆ เรื่องราวบนโลกนี้ก็จะค่อยๆแล่นสู่หัว ปัญหาตอนนี้คือจะเลือกเรื่องไหนก่อนดี พอมีมากมายลานตาแล้วความอยากกลับจืดจางลงไปจากเดิม ค่อยๆเดินตามหาเหลือบมองไปยังชั้นต่างๆ ชั้นหนึ่งมีเจ้าแมวสีส้มสุดตะกละวางเรียงรายอยู่สิบกว่าเล่ม ถ้าอ่านกองนี้จบแล้ว จะหาตอนใหม่ๆอ่านได้จากที่ไหน เขยิบมองไปยังชั้นข้างๆ เรื่องราวของนักรบวิปลาสกับเหยี่ยวขาวจะจบลงแบบไหนกัน ไม่ เรื่องนี้ผมยอมไม่ได้เด็ดขาด

พลันผมค่อยๆเดินกลับไปยังจุดเดิมที่ผมจากมา เสียงเพลง Mornington Crescent ที่ไหลผ่านหูผมก็จบลง
ผมจะไม่ได้ฟังอัลบัมใหม่ๆที่ผมรอคอยจากนี้ไปอีกแล้วน่ะสิ

ผมเดินผ่านจ้องมองไปยังโทรทัศน์ที่วางรายรอบ ประตูต้อนรับการกลับมาของพระเจ้าในเสื้อแดงก็จะไม่มีทางได้เกิดขึ้น ที่ผมซ้อมท่าเอาไว้กับรีโมทโทรทัศน์ที่บ้านเตรียมไว้สำหรับเครื่อง Revolution ก็จะไม่มีโอกาสได้ลองเล่นจริง แล้วผลแพ้ชนะที่เราทายทักกันไว้ก็ไม่มีโอกาสได้พิสูจน์

นับรวมไปถึงเรื่องราวที่ยังค้างคาของเรา ทุกอย่างจะยังคงหยุดอยู่ที่เดิม

ของเก่ามากมายยังมีให้ผมค้นหา หนังสือมากมายยังคงกองอยู่บนชั้นรอการเปิดอ่าน แต่ปริศนาต่างๆที่ไม่อาจคลี่คลายได้ด้วยตนเองไม่อาจทำให้ใจผมสงบได้

ผมเดินกลับมายังจุดเดิม ได้ยินเสียงขบวนรถแล่นผ่านแหวกอากาศไปอย่างเลือดเย็น คนรอบข้างผมพากันขยับอีกครั้ง คงเป็นรถขบวนของท่านใดท่านหนึ่งเลือกผ่านเส้นทางนี้ ผมยืนนิ่งอยู่้่เล็กน้อย เสียงจ๊อกแจ๊กจอแจค่อยๆดังขึ้นตามลำดับ ขบวนรถมากมายต่างพุ่งทะยาน ระบายความเก็บกดที่ถูกสกัดให้ชะงักไว้อย่างสุดเหนี่ยว

ผมนึกยินดีอยู่ในใจ แม้โลกจะแสนวุ่นวาย แต่ผมยังคงอยากเรียนรู้เรื่องราวบนนี้โลกต่อไปกับทุกคน ผมออกเดินต่อไปพลางๆพร้อมกับเสียงเพลง Seek You ที่ค่อยๆดังเข้ามาในหัว

21 February 2006

Once More With Feeling

Bangkok 100 Rock 2006

ไม่แน่ใจว่ากรุงเทพร้างราคอนเสิร์ตแนวนี้ไปนานแค่ไหน แต่เมื่อวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ก็เป็นประสพการณ์ที่ดีทีเดียวกับ Bangkok 100 Rock 2006 แม้ก่อนเริ่มจะมีการสาปแช่งจากแฟนๆที่ซื้อบัตรตั้งแต่ช่วงแรกไปเล็กน้อย จนไม่รู้ว่าจะกลายเป็นข้อควรระวังของงานทำนองในครั้งต่อไปรึเปล่า

หากแต่มองถึงจำนวนผู้คนในคราวนี้ ก็น่าคิดว่าจะมีงานให้ระวังกันในปีหน้าอีกรึเปล่า

จำนวนคนวันแรกกับวันที่สองต่างกันเกินจะเทียบ เป็นที่น่าเสียดายสำหรับใครหลายคนที่พากันเมินเฉยในวันที่สอง ความสนุกมักจะถูกเก็บอยู่ตอนสุดท้าย

วันแรกได้ดู dEUS วงจากเบลเยี่ยมที่ไม่เคยฟังมาก่อนแต่ก็เล่นได้มันส์น่าฟังทีเดียว ต่อด้วย Ian Brown ยอดวานรจากเกาะอังกฤษกับลีลาอันเหลือร้าย ต่อด้วย Franz Ferdinand ที่เล่นได้เมามันส์และคงกวาดแฟนไปได้อีกมากจากมากอยู่้แล้ว

ตอนแรกคิดว่าวงเล่นสุดท้ายจะเป็น Franz Ferdinand แต่กลับเป็น oasis ที่ไม่ถึงกับผิดหวัง แต่ก็น่าประหลาดใจที่มารู้จากคนอื่นทีหลังว่า นี่คือเล่นดีกว่าครั้งที่แล้ว พยายามคิดหาเหตุผลแล้วก็คิดได้ว่าอารมณ์ของเราคงขาดช่วงกันนานเกินไป

เลยพาลคิดไปถึงความสัมพันธ์ของผมกับเธอ มันจะขาดกันไปตลอดกาลรึเปล่า

วันที่สองเดินทางด้วยความชะล่าใจ The Futureheads เล่นไปหน่อยหนึ่งแล้ว แต่แม้จะไปสายแต่ก็ยังเข้าถึงด้านหน้าได้โดยไม่ยากเย็น ไม่รู้ว่ามองจากด้านบนจะเห็นเป็นอย่างไร The Futureheads เล่นได้สนุกมาก เป็นเพลงไว้เล่นในคอนเสิร์ตจริงๆ ต่อมาด้วย Maximo Park ที่ทุ่มเทเล่นได้เมามันส์ ต่อด้วย Snow Patrol ที่แม้เพลงจะช้าเยอะ แต่ก็เล่นได้ดีทีเดียว ปิดกันด้วย Placebo

คอนเสิร์ทร็อกที่แท้จริงก็เริ่มกันตรงนี้

Taste In Men
The Bitter End
Every You Every Me
Black Eyed
Because I Want You
36 Degrees
This Picture
Special Needs
Special K
Song To Say Goodbye
20 Years

Encore:
Pure Morning
Nancy Boy

ขโมยมาจากคุณ twiceasmean อีกที

หากจะบอกว่าเล่นดีมาก มันส์มาก เจ๋งที่สุด คงจะดูลำเอียงกับวงอื่นเกินไป แต่อ่านมาถึงตรงนี้คงรู้ได้โดยง่ายแล้ว

หากแต่ความรู้สึกหลังดูจบยังคงไม่เต็มอิ่มนัก ขาดเพลงบางเพลงที่อยากฟังไป แต่พอให้อภัย

เหนือกว่านั้นคือความรู้สึกตกค้าง เสียดายที่ Stereophonics ไม่ได้มา ทั้งที่ตั้งใจว่าอยากจะร้อง Dakota ไปกับเธอคนนั้น แต่ความตั้งใจนี้ก็ถูกขัดขวางไปอย่างไม่ไยดี หากเธอคิดอย่างใน Dakota เหมือนกับที่เธอบอกว่าเธอชอบเพลงนี้ก็คงดีสินะ

ปล. ลองเปิดเวบวงต่างๆข้างบนดูพร้อมๆกัน ก็ฟังเพลินสนุกดีทีเดียว

13 February 2006

Dragons



ได้มีโอกาสดูสารคดี Dragons : A Fantasy Made Real เป็นสารคดีที่ไม่ใช่สารคดีแต่เป็นเหมือนนำจินตนาการเข้ามาผสมปนเปกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่มาคิดทีหลังแล้วไม่ค่อยน่าเชื่อเท่าไหร่ แต่ก็ออกมา้ดีพอสมควร จุดเริ่มของเรื่องน่าจะเป็นเหมือนกับที่ใครหลายต่อหลายคนคิด
ทำไมมังกรถึงมีอยู่ในตำนานของกลุ่มคนหลากเชื้อชาติทั่วโลก ทั้งๆที่ในอดีตกาลเราต่างมิเคยได้เยื้องกรายทักทายกัน

ผมว่ามันน่าสงสัยพอๆกับที่ว่าเราเป็นสิ่งมีชีวิตอันมีอารยธรรมเดียวในจักรวาลนี้หรือนั่นแหละ

หลังจากได้รู้จักมังกรผ่านบทบาทเดิมๆที่เจอกันอย่างคุ้นเคยในบทหัวหน้าใหญ่ตามเกมต่างๆ นี่ก็เป็นโอกาสอันดีที่จะได้เห็นมังกรในรูปแบบบันเทิงคดี ซึ่งมันก็สนุกดีทีเดียวที่ได้เห็นจินตนาการที่พรั่งพูนออกมาจากความคิดเริ่มต้นหนึ่งจุดและแตกต่อไปอีกหลายจุด ทำให้จุดเล็กๆเริ่มรวมกันกลายเป็นจุดใหญ่ จนบางครั้งดูเหมือนเป็นการหลอกลวงที่พยายามจะเติมเรื่องราวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นๆ แต่เรื่องทุกเรื่องก็เริ่มจากหลอกหลวงในตอนแรกทั้งนั้น และก็ต้องไม่ลืมว่าบางเรื่องหลอกลวงก็นำพาไปถึงจุดสุดท้ายด้วยเช่นกัน

เป็นไปตามวิวัฒนาการที่สร้างความสมดุลย์ให้กับโลก สัตว์ขนาดใหญ่พากันสูญพันธุ์ไปเรื่อย สุดยอดสัตว์โลกแสนแข็งแกร่งอย่างมังกรเองก็เช่นกัน พวกมันพากันเหลือน้อยลงๆเรื่อย แถมโดนสัตว์โลกอ่อนแอแต่เจ้าเล่ห์อย่างเราตามล่าพวกมันก็พากันล่าถอยหลบหนีซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ห่างไกลมากขึ้นเรื่อยๆ

ตัวเมียตัวหนึ่งอยู่อย่างอ้างว้าง เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์มันก็ออกมาร้องเรียกหาตัวผู้ซึ่งไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนของโลก มันทำได้แต่เฝ้ารอ หากไร้มังกรตัวผู้ย่างกราย มันคงต้องอ้างวางเดียวดายที่สุดขอบโลกต่อไป

โลกยังไม่โหดร้ายกับมังกรตัวนี้เกินไปนัก หลังจากเฝ้ารอจนแทบหมดหวัง มังกรตัวผู้ก็บินโฉบมาปรากฎกายต่อหน้าตัวเมีย "เรามาร่วมรักกันเถอะ"

แม้จะแอบหลับไปบางช่วงเพราะโฆษณาเยอะแถมโฆษณาเหมือนเดิมทุกพัก ก็มาถึงฉากผสมพันธุ์ที่รอคอย

โปรดอย่าเพิ่งเข้าใจกันผิดไป

การร่วมรักของมังกรช่างสวยงาม มันทั้งคู่พากันบินกอดเกี่ยวขึ้นสูงก่อนทิ้งตัวหมุนวนประหนึ่งเต้นรำ มันคงอยากเต้นรำแบบนี้ตลอดกาล หากแต่โลกนี้ยังมีพื้นดินและแรงดึงดูด ก่อนจะพากันดับสูญจากโลก มันทั้งคู่ก็ผละจากกันพ่นไฟเสียหนึ่งที ประกาศถึงความสำเร็จของการผสมพันธุ์ เหล่ามังกรจะได้มีโอกาสออกลูกหลานมาช่วยกันสืบพันธุ์ต่อไปแล้ว

แต่ทุกวันนี้เราก็ยังไม่เคยเห็นพวกมันออกมาโลดแล่นโชว์ตัว โลกนี้อาจจะยากลำบากเกินกว่าที่พวกมันจะอยู่ได้แล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราสัญชาตสัญญาณสัตว์ป่าที่ต่อสู้ักันเอง แต่ปัจจัยที่สำคัญคงเป็นเพราะมนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตบนสุดของห่วงโซ่อาหารที่ล่าทุกอย่าง จนแม้แต่สัตว์สุดแข็งแกร่งอย่างมังกรก็มิอาจต้านทาน

28 January 2006

In God We Trust

ฮีโร่ไม่น่าใช่คำไทยแต่คนไทยทุกคนก็รู้จัก ฮีโร่มักจะโผล่มาในใจเรามากมายตอนเด็ก และค่อยๆล้มหายตายจาก จากตัวเราไปทีละคนสองคน ตัวผมเองก็มีกับเค้าเหมือนกันแต่พอมาเทียบระดับกันคนอื่นแล้วก็เลยมารู้ทีหลัง ว่าระดับฮีโร่ของแต่ละคนนั้นไม่เท่ากันเท่าไหร่ เลยลองนั่งตรึกตรองดูว่าจริงๆแล้วเป็นใครบ้าง ก็ัยังหาคำตอบที่แน่ชัดไม่ได้



ความรู้สึกแรกที่ได้ยินข่าว เป็นความรู้สึกปลาบปลื้มจริงแท้ ภาพเก่าในอดีตหลั่งไหลออกมา สมองมนุษย์ช่างแสนสะดวกสบาย

การเดินทางครั้งนี้น่าจะเป็นการหมุนวนของโชคชะตาครั้งสุดท้าย หากท้ายที่สุดเป็นการพลาดพลั้ง การเดินทางสั้นๆนี้คงต้องจบลง แม้จะเป็นเรื่องยากในการเรียกวันคืนเก่าๆกลับมา แต่ได้ร่วมเดินทางด้วยกันอีกครั้ง แค่นี้ก็เกินกว่าคำว่าเพียงพอไปมากมาย

ยินดีต้อนรับกลับอีกครั้งครับ

21 January 2006

Transportation



ความสนุกของการเดินทางท่องเที่ยวไม่ได้อยู่ที่สถานที่ที่แวะไปอย่างเดียวแต่รวมไปถึงวิธีการเดินทางด้วย ยังจำได้ถึงเรื่องราวในการ์ตูนแมวที่ไม่เหมือนแมว ตอนการผจญภัยสู่โลกทะเลลึก เมื่อตอนที่ทุกคนมาชุมนุมกันบนสนามสามท่อแสนน่ารักเพื่อพูดคุยกันถึงเรื่องท่องเที่ยว ประตูไปไหนก็ได้เป็นทางเลือกที่แสนสะดวกสบายแต่ทุกคนกลับปฏิเสธด้วยเหตุผลว่า ความสวยงามของการเดินทางเริ่มต้นกันตั้งแต่ก้าวแรก ผมเลือกเข้าข้างคนหมู่มาก

ทีนี้แม้เราจะตัดตัวเลือกอย่างประตูไปไหนก็ได้ออกไปแล้ว เราก็ยังเหลือทางเลือกอยู่อีกมากพอควร

เครื่องบิน

เครื่องบินกลายเป็นเรื่องจำเป็นในการเดินทางข้ามประเทศ หากไม่อยากติดแหงกบนเรือเป็นเดือนเหมือนสมัยบรรพบุรุษอพยพ แต่การเดินทางด้วยเครื่องบินจัดว่าเป็นการเดินทางที่น่าเบื่อหน่ายเหลือทน ตรวจเช็กตั๋วสัมภาระ ต่อแถวจ๊อกแจ๊กจอแจ แย่งชิงพื้นที่วางกระเป๋า งัดศอกจองที่วางแขน งัดไปงัดมาเริ่มรำคาญ บ่นมากควรหาเงินไปซื้อชั้นธุรกิจ

รถยนต์

รถยนต์ก็ดีนะหากคุณเป็นคนขับและรู้ทาง นี่เป็นการเดินทางแบบเดียวที่เราเป็นควบคุมกลไกด้วยตัวเอง ใช้มือกำหนดทิศทาง เท้าควบคุมความเร็ว ให้ตัวคุณได้โลดแล่นผ่านเส้นทางบนถนนยาวไกล จากเมืองสู่เมือง

แต่ถ้าคุณเป็นคนนั่ง หลับเถอะ

รถไฟ

รถไฟจัดเป็นการเดินทางที่คลาสสิกมากมายเริ่มกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 แต่เวลานั่งจริงขอเป็นรถไฟศตวรรษใหม่ดีกว่า ที่นั่งโอ่อ่า นั่งมองวิวสวยสดผ่านกระจกกว้างบานใหญ่ มีโต๊ะพับไว้เขียนอะไรต่ออะไรได้เพลิดเพลินลื่นไหลเหมือนกับรางรถไฟที่เกาะเกี่ยวไปยังที่หมาย นั่งๆเขียนๆ มีรถเข็นอาหารมาให้เลือกสอย ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่แนะนำว่าเตรียมไปเองดีกว่า ที่น่าลุ้นมากกว่าคือโอกาสจะได้เจอใครซักคนอย่างใน Before Sunrise

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าผมชอบแบบไหน

03 January 2006

A Year in Review




มนุษย์ไม่เคยหยุดเรียนรู้ ทั้งขณะที่รู้ตัวหรือขณะที่หลงลืมบางสิ่งบางอย่างแต่ทุกก้าวอย่างนั้นก็นับเป็นการเรียนรู้
หนึ่งปีที่ผ่านมานับว่าได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมากมาย หลายชั่วขณะที่นึกอยากจดจำเวลานั้นไว้แม้จะเป็นขวบปีที่เต็มไปด้วยวิบากกรรม

ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้จบช่วงเวลาที่แสนหวานไปอย่างไม่รู้ตัว

หลายครั้งทีี่นึกอยากย้อนเวลากลับไปแก้ แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วไม่อาจจะหวนคืนกลับ แต่ขอแค่สมมุติซักหน่อย ก็สร้างความชื่นมื่นให้กับชีวิตหดหู่ของผมได้ แต่อย่ากระนั้นเลยหากทำเพียงแค่สมมุติซากชีวิตราบเรียบของผมคงหยุดนิ่งเวิ้งว้างบนวงโคจรเปล่าเปลี่ยวต่อไป

ผมเลยได้เห็นตัวเองโคจรไปบนโลกคู่ขนาน เห็นเงาสะท้อนชีวิตในหนึ่งคืนและสิบปีให้หลังบนแผ่นฟิล์ม ตระหนักว่าสถานที่นั้นมีผลต่อจิตใจ พยายามรุกไล่คืบกลับหากผลลัพธ์นั้นกลับสะท้อนถึงความผิดพลาดครั้งเก่า ทุกอย่างสูญสิ้นไปและคงไม่ได้คืนกลับ มุ่งหวังหาสิ่งชดเชยแต่ก็ไม่มีอะไรแทนได้

ความวูบวาบของชีวิตที่เคลื่อนผ่านไปยังคงตราตรึง ช่วงเวลาที่คลาดเคลื่อนของเราจะมีวันกลับมาซ้อนทับกันได้อีกมั้ย แม้แค่อึดใจแต่ก็ยังวาดฝันถึงวันนั้น

28 December 2005

Seamless

ความหลากหลายในการฟังเพลงนอกจากตัวดนตรีแล้ว สถานที่ที่หยิบงานของใครต่อใครมาฟังนั้นก็มีบทบาทไม่น้อย ช่วงหลังๆนี้ เวลาที่จะเข้าถึงเพลงได้มากที่สุด เป็นตอนที่เสียบหูฟังสีขาวยืนเกะกะอยู่บนรถไฟฟ้า สายตามองลอยออกไปจุดใดจุดหนึ่ง สร้างโลกส่วนตัวโดยสมบูรณ์แบบ

หยิบงานของ Placebo มาฟังเผื่อไว้งาน Bangkok 100 Rock ที่จริงๆก็ยังไม่ได้อยากไปถึงระดับขีดสุด แต่คิดดูแล้วยังไงก็คงต้องไป

ไม่ได้ฟัง Placebo นานแล้วเลยขอละเมิดการเรียงเพลงเลือก Every You Every Me มาฟังมันซะเลย

พอฟังได้เกือบจบเพลงสมองก็แว่บขึ้นมาทันทีว่าเพลงต่อไปที่ควรจะหยิบมาเล่นต่อกันคือ The Loving Sound of Static ไม่ต้องไปค้นว่าเป็นเพลงไหนของ Placebo เพราะมันเป็นเพลงของ Mobius Band วงที่ไม่น่าจะมาเกี่ยวอะไรได้ แต่สองเพลงนี้ก็ต่อกันได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ

หลังจากถึงที่หมายแต่ดันเข้าไปไม่ได้ เลยต้องยอมไปนั่งร้านกาแฟรอ กินคาราเมลแฟรปปูชิโนที่ขึ้นราคาซะแล้ว พร้อมกับฟังสองเพลงนี้อีกครั้ง เครื่องดื่มไม่เข้ากับเพลงเท่าไหร่แต่เวลานั้นก็ไม่มีตัวเลือกมากนัก

จะมีร้านไหนเล่นสองเพลงนี้ต่อกันมั้ยเนี่ย





วงหนึ่งจากฝั่งอังกฤษ อีกวงหนึ่งมาจากอเมริกา
วงหนึ่งมีสมาชิก 3 คน อีกวงก็มีเท่ากัน ผมชอบเลข 3
วงหนึ่งเป็นดนตรีสามชิ้น อีกวงใส่มั่วไปหมด
วงหนึ่งมีนักร้องนำหน้าสวย อีกวงหน้าตา geek ๆ
วงหนึ่งมีชื่อเป็นยาหลอก อีกวงอย่างกับชื่อนักคณิตศาสตร์
เห็นเค้าว่าใช้ชื่อนี้เพราะอยากล้อเลียนวงอื่น ส่วนอีกวงไม่รู้เหมือนกันว่าเอาจากไหนมาตั้ง
วงหนึ่งออกมา 4 ชุดกับรวมซิงเกิล อีกวงออกมา 3 EP กับ 1 อัลบัมที่ยังต้องลุ้นหนัก
วงหนึ่งกำลังจะมาเมืองไทย อีกวงคงไม่มีโอกาสได้ไปไหน
วงหนึ่งร้องได้อย่างมีพลัง อีกวงร้องแบบสวดมนต์แต่ผมก็ชอบนะ!

27 December 2005

Sputnik I

reNET

Sputnik ทำไมต้อง Sputnik ถ้าไม่รู้ว่า Sputnik คืออะไรเราก็จะบอกให้

  • Sputnik รู้จักกันโดยมากจากการเป็นดาวเทียมดวงแรกของโลก ที่กลายเป็นจุดผกผันสำคัญของสงครามเย็นระหว่างมหาอำนาจสองขั้ว
  • Sputnik I มีขนาดราวๆลูกบาสเกตบอลหนัก 183 ปอนด์ ใช้เวลา 98 นาทีในการโคจรรอบโลก ยุคอวกาศได้เริ่มขึ้น ณ จุดนี้
  • Sputnik มีลูกมีหลานออกมาหลายเบอร์ จนตัวหลังๆกลายพันธุ์เป็นยานอวกาศไว้ลงจอดดวงจันทร์
  • Sputnik ถูกใช้เป็นชื่อช่องโทรทัศน์ในเดนมาร์ก ชื่อช่องเพลงในเยอรมันและเป็นชื่อผลิตภัณฑ์ทางเนตเวิร์ก
  • Sputnik เป็นชื่อยี่ห้อเหล้า ดังภาพประกอบข้างบน (ภาพจาก flickr: reNET)

นอกจากนี้

  • Sputnik เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหนังสือเพี้ยนๆที่ยังจุกอยู่ในใจเล่มหนึ่ง
  • Sputnik เป็นภาษารัสเซียแปลว่านักเดินทาง

สมัยโบราณมนุษย์เดินทางเพื่อความอยู่รอด
สมัยปัจจุบันมนุษย์เริ่มไม่สามัคคี มีการแบ่งแยกกันตามกลุ่มอายุ

  • มนุษย์สูงวัยเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติและฆ่าเวลา
  • มนุษย์กลางคนเดินทางเพื่อยังชีพและชู้รัก
  • มนุษย์รุ่นๆเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง
  • มนุษย์ยังเด็กเดินทางไปอย่างงั้นๆ

ผมกำลังเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองแต่ขอไปแบบเพี้ยนๆให้เพลิดเพลิน
แม้ว่าบางทีก็ทำให้ไปไหนไม่ได้ไกล แต่ก็ยังสุขใจอยู่ในที

มีใครอยากไปด้วยกันมั้ย ?